การเงิน - บริหารจัดการ

ภาษีที่ผู้ประกอบการ SMEs ต้องรู้

ภาษีที่ผู้ประกอบการ SMEs ต้องรู้

ในยุคสมัยที่ใครๆ ก็อยากมีธุรกิจส่วนตัว เพราะเทคโนโลยีเอื้ออำนวย แต่การจะเป็นผู้ประกอบธุรกิจ SMEs ที่ประสบความสำเร็จ ไม่ใช่เพียงแต่จะเก่งทางการตลาด ขายสินค้าได้มาก มีลูกค้าในมือ และมีช่องทางการขายที่หลากหลาย แต่ SMEs ที่จะประสบความสำเร็จมีมากกว่านั้น เพราะเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าทำให้เรามีช่องทางการขายที่มากมายกว่าการค้าขายในรูปแบบเดิมๆ และก็ได้ทำให้การค้าขายเปลี่ยนแปลงรูปแบบไป เป็นระบบระเบียบมากขึ้น ในยุค Next Normal คนที่ไม่เข้าระบบ ไม่ทำอะไรให้ถูกต้องตามหลักมาตรฐานสากล จะมีพื้นที่จำกัดให้ทำธุรกิจ ทั้งด้านเงินทุนและช่องทางการขาย

การทำอะไรให้ถูกต้องที่จะกล่าวถึงก็คือ เรื่องของการทำระบบภาษี และ ระบบบัญชีให้ถูกต้องโปร่งใส และตรวจสอบได้ เพราะนี่คือหัวใจของการขอสินเชื่อ ขอการสนับสนุนทางการเงินจากธนาคารพาณิชย์ จากธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ หรือ แม้แต่ไมโครไฟแนนซ์ หรือ นาโนไฟแนนซ์  ไม่มีใครอยากให้เงินกู้กับคนที่ไม่ตรงไปตรงมาอีกต่อไป

ว่ากันในเรื่องของระบบบัญชีก่อน ระบบบัญชีที่ถูกต้องที่รัฐพยายามให้ผู้ประกอบการ SMEs ดำเนินการคือ การทำบัญชีเดียว ที่มีการบันทึกรายการขาย รายได้ รายจ่ายที่เป็นจริง ไม่ใช่บันทึกเพื่อให้มีกำไรน้อยๆ จะได้เสียภาษีต่ำๆ หรือทำให้ขาดทุนเพื่อจะได้ไม่ต้องเสียภาษี แต่รายได้ที่แท้จริงบันทึกอีกบัญชีหนึ่งเพื่อเก็ยเอาไว้ดูเอง

ในอดีต การทำสองบัญชีไม่ได้ถูกกดดันให้ต้องเปลี่ยนมาบันทึกบัญชีให้ถูกต้อง บัญชีที่ผู้ประกอบการใช้ยื่นต่อกรมสรรพากรเพื่อเสียภาษีจะเป็นบัญชีหนึ่ง แต่บัญชีที่ใช้ยื่นขอสินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์เป็นอีกบัญชี ซึ่งกำไรอาจจะต่างกันราวฟ้ากับเหว เพราะบัญชีส่งกรมสรรพากร มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เสียภาษีน้อยๆ หรือถ้าไม่เสียภาษีเลยยิ่งดี แต่บัญชีใช้กู้เงินจากธนาคารจะทำให้มีกำไรสูง มีรายได้มาก หวังให้เจ้าหนี้ในอนาคตเห็นว่าเป็นกิจการที่ดี ให้กู้ไปแล้วจะไม่เป็นหนี้เสีย

ปัจจุบัน กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ประกาศใช้มาตรฐานเดียวกันโดยบังคับธนาคารและสถาบันการเงินในกำกับดูแล ต้องเข้มงวดกับการตรวจสอบบัญชีของลูกค้า บัญชีที่ยื่นขอกู้จากธนาคารจะต้องเป็นบัญชีเดียวกับที่ยื่นเสียภาษีกับกรมสรรพากร เพื่อแก้ไขปัญหาการให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องของผู้ประกอบการ

การดำเนินการเช่นนี้ก็เพื่อหาวิธีการเก็บข้อมูลที่ถูกต้อง ในการทำแผนพัฒนา SMEs ทั้งระบบ และช่วยเหลือผู้ประกอบการทางอ้อม ในขณะที่ทางผู้ประกอบการเองจะได้ประโยชน์หากต้องการเงินทุนไปใช้ในการขยายกิจการ ก็จะยื่นขอกู้ได้รวดเร็วและเข้าถึงแหล่งเงินได้ง่ายยิ่งขึ้น ส่วนเรื่องการเสียภาษีที่ SMEs ทั้งหลาย กลัวว่าจะเสียภาษีมากนั้น ในความเป็นจริงการบริหารภาษีเป็นทางออกของผู้ประกอบการที่ดีกว่าการตกแต่งบัญชี เพียงแต่ต้องรู้จักภาษีที่เกี่ยวข้อง กฎหมายภาษีอากร เป็นส่วน  สำคัญที่จะทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ ปราศจากปัญหาความเสี่ยงหรือความเดือดร้อนที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในภายหลัง  การเสียภาษีในรูปแบบต่างๆ ที่เจ้าของกิจการควรรู้ เพื่อให้ธุรกิจสามารถดำเนินการได้อย่างถูกต้องตามกฏหมายมีอะไรบ้างไปดูกันเลย

1.ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 

สำหรับบุคคลที่ไม่ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล ประกอบกิจการด้วยการให้บริการ การผลิต ค้าปลีก ค้าส่ง ต้องนำรายได้มาคำนวณเพื่อหักภาษีตามเกณฑ์การประเมิน ซึ่งสามารถหักแบบเหมาจ่าย หรือขอหักตามความจำเป็นตามสมควรได้ รวมทั้งสามารถหักค่าลดหย่อนต่างๆ ได้ด้วย

การเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จะต้องเสียภาษได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 0.5 ของยอดเงินได้พึงประเมินที่ยังไม่หักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน ไม่ว่าในปีนั้นๆ จะมีผลกำไรหรือขาดทุน

2.ภาษีเงินได้นิติบุคคล

การทำธุรกิจ SMEs นั้นมีทั้งรายเล็ก รายกลาง ซึ่งมีทั้งที่ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล และดำเนินการในนามบุคคลธรรมดา ซึ่งมีข้อดีข้อเสียต่างกัน หากดำเนินการในรูปแบบนิติบุคคล ก็จะง่ายในการขอรับความช่วยเหลือหรือเข้าโครงการสนับสนุนจากหน่วยงานต่างๆ แต่ก็จะมีเรื่องภาษีเงินได้เข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะมีหน้าที่ต้องจัดทำบัญชีให้ถูกต้องยื่นต่อกรมสรรพากร ซึ่งเป็นข้อกำหนดตามกฏหมายของภาษีอากรที่เรียกว่าประมวลรัษฎากร โดยผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลคือบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่จดทะเบียนและนิติบุคคลอื่นๆ ที่ไม่ได้จดทะเบียนการยื่นภาษีเงินได้ส่วนบุคคลสามารถทำได้ 2 รูปแบบ คือ การยื่นแบบแสดงรายการ ภ.ง.ด. 50 และ การยื่นแบบแสดงรายการภ.ง.ด.51 ซึ่งทั้งสองแบบจะมีความแตกต่างกันเนื่องจากแบบที่ 1. เป็นการยื่นเพื่อทำการชำระภายใน 150 วัน นับตั้งแต่วันสุดท้ายของรอบบัญชี ส่วนแบบที่ 2. จะเป็นการยื่นภายในสองเดือนหลังจากรอบบัญชีครึ่งปี

3.ภาษีหัก ณ ที่จ่าย

ภาษีหัก ณ ที่จ่าย คือภาษีที่จะถูกหักไว้ล่วงหน้า  ผู้ที่มีหน้าที่ในการหักภาษี ณ ที่จ่าย ก็คือผู้ที่ทำการจ่ายเงินได้ ผู้ถูกหักภาษีก็คือผู้รับเงินได้ อัตราการหักภาษีก็จะขึ้นอยู่กับประเภทของเงินได้ตามที่กฎหมายได้กำหนดไว้  ทั้งนี้ ผู้หักภาษี ณ ที่จ่าย มีหน้าที่ในการนำส่งภาษีที่ได้จากการหักไว้ด้วยแบบภ.ง.ด.3 เมื่อทำการหัก ณ ที่จ่าย จากบุคคลธรรมดา และใช้แบบ ภ.ง.ด.53 ในการในกรณีที่หักนิติบุคคล

4.ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)

ภาษีมูลค่าเพิ่ม คือ ภาษีที่เก็บจากมูลค่าส่วนที่เพิ่มขึ้นจากผู้ที่ทำธุรกิจการขายสินค้าหรือบริการต่างๆ

โดยผู้ที่มีหน้าที่ในการจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่มคือผู้ประกอบการ หรือผู้นำเข้า ตลอดจนผู้ผลิตผู้ให้บริการขายส่ง ขายปลีก นำเข้า ส่งออก ที่มีรายได้ต่อปี 1,800,000 บาท ขึ้นไป 

คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าถ้าธุรกิจจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลแล้วต้องจดภาษีมูลค่าเพิ่มทันที  แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่ใช่เสมอไป เพราะถ้าเป็นนิติบุคคลหรือบุคคลธรรมดา ที่มียอดขายน้อยกว่า 1,800,000 บาท ต่อปี ไม่ต้องไปจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มก็ได้ แต่กิจการที่เป็นธุรกิจบุคคลธรรมดาหรือจดทะเบียนพาณิชย์ ถ้ามีรายได้จากการขายหรือบริการมากกว่า 1,800,000 บาท   ต้องไปจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ปัจจุบันอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มคือร้อยละ 10  จากยอดมูลค่าสินค้าและบริการ แต่รัฐบาลประกาศลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มอยู่ที่ระดับร้อยละ7 ต่อปี เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งอัตราภาษีจะขึ้นลงมากกว่าร้อยละ 7 ก็ได้แล้วแต่นโยบายรัฐบาล

ทั้งนี้ การยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มจะต้องยื่นแบบพอ ภ.พ.30  ทุกวันที่ 15 ในเดือนถัดไป

5.ภาษีธุรกิจเฉพาะ

ภาษีธุรกิจเฉพาะคือภาษีที่ถูกเก็บจากการประกอบกิจการเฉพาะ เช่น กิจการธนาคารโรงรับจำนำหรือการขายอสังหาริมทรัพย์ส่วนการยื่นแบบภาษีก็คือการยื่น ภ.ธ. 40 หากมีการขายอสังหาริมทรัพย์หรือการให้กู้ยืมเงินในการทำธุรกิจทั่วไปคุณจะต้องเสียภาษี 3.3% (อัตราภาษีท้องถิ่น)

6.ภาษีบำรุงท้องที่

หากคุณเป็นเจ้าของที่ดินไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลซึ่งมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินหรือสิทธิครอบครองอยู่ในที่ดิน ที่ไม่เป็นกรรมสิทธิ์ของเอกชน คุณจะถูกเก็บภาษีทุกปี เรียกว่าภาษีบำรุงท้องที่เป็นภาษีที่จัดเก็บจากเจ้าของที่ดินตามราคาปานกลางที่ดินและตามบัญชีอัตราภาษีบำรุงท้องที่ที่ดินที่ต้องเสีย  โดยต้องเสียภาษีบำรุงท้องที่ในเดือนเมษายนของทุกปี

7.ภาษีโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง

ภาษีโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง เป็นภาษีประเภทใหม่ที่นำมาใช้จัดเก็บแทนภาษีโรงเรือนและที่ดินและภาษีบำรุงท้องที่ ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จัดเก็บอยู่ในปัจจุบันโดยรายได้จากการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดจะเป็นของอปท. เพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาท้องถิ่นโดยไม่ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดินหรือรายได้ของรัฐบาล

8.ภาษีป้าย

ภาษีป้ายคือภาษีที่เก็บจากการแสดงป้ายชื่อยี่ห้อหรือโลโก้ เพื่อหารายได้หรือการโฆษณา ป้ายที่ต้องเสียภาษีได้แก่ป้ายที่แสดงชื่อยี่ห้อหรือเครื่องหมายที่ใช้ในการประกอบการค้า หรือประกอบกิจการอื่นเพื่อหารายได้ หรือโฆษณาการค้า  ถ้าไม่ใช่ป้ายในลักษณะที่ได้รับการยกเว้นต้องเสียภาษีประเภทนี้ในทุกๆ ป้าย ไม่ว่าจะเป็นป้ายติดหน้าร้าน ป้ายโฆษณา โดยภาษีป้ายจะคิดจากขนาดของป้ายเริ่มต้นที่ 200 บาท ต้องยื่นชำระที่สำนักงานเขตหรืออำเภอที่ตั้งของป้าย ภายในเดือนมีนาคมของทุกปี

9.อากรแสตมป์

อากรแสตมป์เป็นภาษีที่มีการจัดเก็บในรูปแบบของดวงแสตมป์ที่ใช้กับเอกสารราชการเพื่อปิดบนเอกสารหนังสือสัญญาต่างๆ ซึ่งมีกรมสรรพากรเป็นหน่วยงานรับผิดชอบ โดยเอกสารที่จำเป็นต้องใช้อากรแสตมป์ก็มีหลากหลาย เช่น การเช่าที่ดิน การเช่าทรัพย์สิน ใบมอบอำนาจ เป็นต้น

นอกจากภาษีที่กล่าวมาแล้ว ยังมีภาษีทางอ้อมที่ต้องเสีย เช่น ภาษีสรรพาสามิต ถ้ากิจการของคุณเป็นกิจการที่ขายน้ำ เครื่องดื่ม และมีภาษีศุลกากร กรณีเป็นกิจการนำเข้าและส่งออก แต่โดยส่วนใหญ่นิติบุคคลทั่วไปจะมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับภาษีที่กล่าวมาแล้วในข้างต้น ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ควรรู้ในการดำเนินธุรกิจเพื่อป้องกันความเสี่ยงในการถูกปรับได้ภายหลัง  

เรื่องภาษีนี้นับว่าเป็นเรื่องที่มีประโยชน์ และสามารถนำความรู้ไปใช้ในการทำธุรกิจได้ ทำให้การบริหารงานมีประสิทธิภาพและควบคุมค่าใช้จ่ายได้อีกด้วย

Author : ชลลดา อิงศรีสว่าง ผู้เชี่ยวชาญอาวุโส ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการค้า  ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย

บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย

Most Viewed
more icon
  • แต่งบัญชี หวังจะเลี่ยงภาษี

    แต่งบัญชี หวังจะเลี่ยงภาษี ในอดีต เราคงจะเคยได้ยินเรื่องที่ผู้ประกอบการ มักจะทำบัญชีสองเล่ม โดยมีเหตุผลว่าเพื่อใช้สำหรับกู้เงินกับธนาคารและใช้สำหรับยื่นเสียภาษีเงินได้ บัญชีทั้ง 2 เล่มนี้ มีความแตกต่างกันในเรื่อง...

    calendar icon20.05.2020
  • 5 วิธี พาธุรกิจฝ่าวิกฤตตามแนวคิด Lean Management

    ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่กำลังระส่ำระส่ายจากความท้าทายรอบด้าน ทุกธุรกิจต่างได้รับผลกระทบกันทุกหย่อมหญ้าทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ทางรอดของผู้ประกอบการมีหลายทาง แต่วันนี้เราอยากชวนผู้ประกอบการมารู้จักกับแนวคิดการบริหา...

    calendar icon03.05.2020
  • แหล่งเงินทุนของ SMEs

    แหล่งเงินทุนของ SMEs ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการค้า (EXAC) เป็นหน่วยงานหนึ่งภายใต้ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) มีหน้าที่เป็น One Stop Service เพื่อเป็นหน่วยงานกลางในการให้บริการแก่ลูกค้าของธนาคารแ...

    calendar icon28.12.2021