Exporter World Talk

Exporter World Talk EP:16 ‘อัปเดตสถานการณ์การค้ากับฑูตพาณิชย์อินเดีย‘

วันที่ 31 มีนาคม 2564

Exporter World Talk EP:16  ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการค้า  เชิญ คุณสายทอง สร้อยเพชร ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุง นิวเดลีกระทรวงพาณิชย์ มาสนทนาอัปเดตสถานการณ์การค้า การลงทุนในประเทศอินเดีย ในช่วงที่สถานการณ์โควิด-19 ระบาด  ภาวะเศรษฐกิจ การค้า  การลงทุน ของอินเดียมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร     

คุณสายทองเริ่มต้นด้วยการฉายภาพการค้าระหว่างไทย และ อินเดีย ว่า ก่อนหน้าการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19  มูลค่าการค้าระหว่าง 2 ประเทศมีประมาณ 12 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่เมื่อเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 มูลค่าการค้าหายไปเกือบครึ่ง ในปี 2563  ไทยส่งออกไปอินเดีย ประมาณ 5.49 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงประมาณ 25%  การนำเข้าอยู่ที่ประมาณ 4.28 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงไปประมาณ 11% แต่ว่าช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา สถานการณ์ทางโควิดเริ่มบรรเทาลง การนำเข้าส่งออกของอินเดียก็เริ่มกลับมาปกติ มีการผันตัวไปใช้เทคโนโลยี เป็นการดำเนินการผ่านระบบออนไลน์มากขึ้น ใบอนุญาตต่างๆ ของระบบศุลกากรก็เป็นทางออนไลน์มากขึ้น เพราะฉะนั้นก็เลยทำให้การนำเข้าส่งออกเริ่มฟื้นตัวดีขึ้นใน 2 เดือนแรกของปีนี้

สำหรับการส่งออกจากไทยมายังอินเดียขยายตัวประมาณ 15 % ต่อเดือน เราจะเห็นว่าเป็นแนวโน้มการส่งออกที่ดี  สินค้าขายดีในช่วงนี้เป็นพวกสินค้าอุตสาหกรรมเม็ดพลาสติก เหล็กกล้า ผลิตภัณฑ์ชุดเกราะยานยนต์ พลาสติกเครื่องใช้ไฟฟ้า ตู้เย็น ตู้แช่แข็ง ยางพารา ผลิตภัณฑ์กระดาษ สิ่งทอ และ เส้นใย พวกนี้จะป้อนเข้าอุตสาหกรรมการผลิตของอินเดีย

“สินค้าส่งออกของเราที่เป็นวัตถุดิบและกึ่งวัตถุดิบ อันนี้เราใช้ประโยชน์จากนโยบายส่งเสริมการลงทุนและส่งเสริมการผลิตในอินเดีย ที่เขากระตุ้นการผลิตในประเทศมากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงในการนำเข้า หรือการป้องกันการนำเข้าเพียงอย่างเดียวจากประเทศหลักๆ สินค้าเกษตรที่ขยายตัวได้ดีตอนนี้เป็นพวกอาหารสัตว์ ที่ขยายตัวสูงมาตั้งแต่ช่วงการแพร่ระบาดของโควิด  เพราะว่าคนอยู่บ้าน คนอินเดียรักสัตว์ ส่วนใหญ่อาหารสุนัขจะขายดีมาก พวกอาหารทะเลกระป๋อง อาหารแปรรูป พวกนี้ก็ขายได้ดีขึ้น ผลไม้ ผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภค อย่างเช่นผลิตภัณฑ์ที่ทำจากข้าวสาลี ขนมบิสกิต พวกผลไม้สดก็เติบโตดี อย่างเช่นลำไยและผักสดแช่เย็น

เพราะฉะนั้นแนวโน้มการส่งออกของไทยไปอินเดียถือว่าได้รับอานิสงส์จากปัจจัยบวกก็คือเรื่องการกระจายวัคซีนต้านไวรัสโควิค ตอนนี้ของอินเดียกระจายไปแล้วอย่างน้อยมีคนอินเดียประมาณ 61 ล้านคน ที่ได้รับวัคซีนล็อตแรก คิดเป็นอัตราประมาณ 5% สำหรับประชากรทั้งประเทศและประเทศอินเดียเองก็พยายามกระจายไปให้ทั่วทุกรัฐ” คุณสายทอง กล่าว

ปัจจัยบวกที่ทำให้การส่งออกไทยไปอินเดียดีขึ้นก็คือ ค่าเงินบาทของไทยมีแนวโน้มที่จะอ่อนตัวลง นอกจากนี้ เป็นนโยบายของอินเดียเอง ที่เน้นการพึ่งพาตัวเอง คือเขาพยายามลดการพึ่งพาการนำเข้า เนื่องจากประสบการณ์ในช่วงโควิด supply chain ขาด อุตสาหกรรมในอินเดียเองก็ชะงักไปหลายอันเหมือนกันเพราะฉะนั้นเขาก็เลยมีนโยบายนี้ เราก็ทราบอยู่ประเทศจีนเป็นประเทศที่มีความได้เปรียบในหลายๆ ด้าน ในการขายสินค้าสินค้าราคาต่ำกว่าหลายๆ ประเทศ แต่นโยบายพึ่งพา ตัวเองของประเทศอินเดีย ก็จะให้ลดการนำเข้าหรือการพึ่งพาจากจีนด้วย ทำให้หันมา Sourcing สินค้าจากไทยเพิ่มขึ้น อีกปัจจัยหนึ่งก็คือเรื่องสืบเนื่องจากโควิช คือกระทรวงแรงงานของอินเดียส่งเสริมให้บริษัทที่อยู่ในภาคบริการพวกการเงิน สนับสนุนให้คน Work from home ทำให้คนวัยทำงานย้ายออกไปนอกเมือง ก็เลยทำให้เมืองรองมีโอกาสทำธุรกิจต่างประเทศ รวมถึงสินค้าของไทยด้วยเพราะอสังหาริมทรัพย์เติบโตมากขึ้น และขยายตัวต่ออยู่ที่สินค้าวัสดุก่อสร้าง การบริการ เฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์อำนวยความสะดวกในบ้านก็เป็นสินค้าหลักในช่วงโควิดของไทยกับอินเดีย

คุณสายทอง กล่าวว่า หลายคนอาจจะมองว่าอินเดียเป็นตลาดที่ยาก และเป็นตลาดที่ลำบาก แต่คนส่วนใหญ่จะเห็นว่าตลาดอินเดียกว้างใหญ่มหาศาล มีโอกาสเยอะมากๆ ถ้าถามว่าโอกาสเยอะอย่างไร คือประชากรมีถึง 1,300 ล้านคน  สินค้าไทยไม่ได้เจาะทุกตลาด เราไปเจาะตลาดคนมีตังค์ คนที่มีกำลังจับจ่ายใช้สอย  คนกลุ่มนี้อยู่ที่ประมาณ 30 – 40% ของประชากรทั้งหมด และอีกอย่างหนึ่งก็คือเศรษฐกิจอินเดียโตต่อเนื่องหลายปีติดต่อกันถึงช่วง covid เองก็ลดลงไปเยอะเหมือนกัน แต่ตัวเลขคาดการณ์หลายๆสำนัก ก็บอกว่าปี 2564 นี้เศรษฐกิจของอินเดียคาดว่าจะกลับมาโตร้อยละ  10 พวกนี้ก็เป็นปัจจัยที่จะทำให้เห็นโอกาส ที่ดีทางการค้า

นอกจากนี้ อินเดียมีหลายรัฐ   เราสามารถ Logate ตลาดของเราได้ คือวางการตลาดของตัวเองได้ เรามองที่เมืองใหญ่รัฐใหญ่ๆอย่างเช่นนิวเดลี  เชนไน รวมถึงกัลกัตตา และเมืองรองต่างๆ ส่วนใหญ่จะเป็นเมืองที่ อยู่ทางตอนใต้ พวกนี้พฤติกรรมผู้บริโภคแน่นอนว่าไม่เหมือนกัน ปัจจัยที่เราจะดูพฤติกรรมสะท้อนอยู่ที่ 3 อย่างคือ

1. วัฒนธรรม เรื่องวัฒนธรรมเราต้องเข้าใจความแตกต่าง ทางศาสนาของอินเดียด้วย เพราะคนอินเดียค่อนข้างมีความ เคร่งครัด ทางศาสนา ศาสนาหลัก คือศาสนาฮินดู บางคนก็จะมีความเข้าใจผิดว่าคนฮินดูทานแต่มังสวิรัติ ก็ไม่ใช่ แต่เขาก็จะมีวันหนึ่งที่เป็นมังสวิรัติก็คือวันอังคาร เพราะฉะนั้นร้านค้าบางร้านหรือการบริการธุรกิจบางร้านส่วนใหญ่จะหยุดวันอังคาร เพราะว่าคนส่วนใหญ่เป็นมังสวิรัติก็จะหยุดอยู่บ้านและทำอาหาร กินเองที่บ้าน ส่วนใหญ่จะเป็นร้านอาหาร หรือบางร้านอาจจะไม่หยุดแต่จะ เพิ่มให้วันอังคารมีความหลากหลายของอาหารมังสวิรัติมากขึ้น เขาก็จะใช้ความเข้าใจทางศาสนามาเป็นโอกาสทางธุรกิจ

2.อีกปัจจัยหนึ่งก็คือรายได้ รายได้แต่ละเมืองของอินเดียประชากรในเมืองหลักจะมีรายได้สูง แต่ ตอนนี้เมืองรองก็มองข้ามไม่ได้

3.สถานที่ Location หรือเมืองที่เราจะเข้าไปต้องทำความรู้จักพื้นที่เป้าหมายก่อนที่จะเข้าไปทำตลาด อย่างตลาดอาหารตลาดมังสวิรัติเป็นตลาดที่ใหญ่ แต่อีกตลาดหนึ่งก็คือตลาดคนที่ไม่ใช่มังสวิรัติ ก็เยอะ อย่างเช่นรัฐเบงกอลตะวันตก ส่วนใหญ่เป็นคนมุสลิม ก็จะทานเนื้อสัตว์เป็นหลัก ทำอาหารกินเองอันนี้ก็เป็นโอกาสของธุรกิจอาหารไทยเหมือนกัน อย่างเช่นกลุ่มเจริญโภคภัณฑ์กลุ่มซีพีก็ทำตลาดไก่ตลาดกุ้ง ที่เบงกอลตะวันตก หรือที่นิวเดลี

อันนี้มันจะมี หลาย Model แปลว่าโมเดลหลัก คือต้องเข้าใจกันทำธุรกิจหลักของอินเดีย ต้องบอกว่าคนอินเดียเก่งเรื่องค้าขาย เครือข่ายหรือ networking ของอินเดีย ถ้ามีคนในพื้นที่หรือคนในอินเดียเองทำหน้าที่กระจายสินค้าให้ ถ้าทำผ่านตัวแทนที่มีเสถียรภาพน่าเชื่อถือก็จะลดความเสี่ยงทางการค้าของตัวเราเองลงแต่จะมีข้อสังเกตนิดนึงว่าสินค้าบางแบรนด์ไม่ควรมีตัวแทนจำหน่ายหลายราย เพราะว่าจะขายตัดราคากันเองและทำให้มีการทำการตลาดที่แตกต่างกันออกไปแล้วแต่ Agent อย่างสินค้าไทยหลายรายการ เช่น อาหารยี่ห้อ Real Thai จะขายน้ำพริก ซอส เส้นก๋วยเตี๋ยว ก็จะใช้ Agent รายเดียว แต่เขาจะใช้ Agent ที่มีเครือข่ายหรือตัวแทนอยู่ในหลายๆเมือง ก็ทำให้สินค้าสามารถกระจายได้ทั้ง ตอนเหนือตอนกลางตอนใต้ของอินเดียจะใช้ตัวแทนเดียวกัน แต่ตัวแทนหลักจะมีเครือข่ายที่อยู่ในอ้อมแขนของเขาค่อนข้างเยอะ

อีกประการหนึ่งตอนนี้ต้องใช้ช่องทางของเทคโนโลยีหน่อยนึง อาจจะทำ catalog เนื่องจากช่องทาง Social Media ค่อนข้างจะมีโอกาสมาก ยิ่งในช่วงนี้แคตตาล็อกสินค้าถ้าทำให้มันน่าสนใจ หรือสามารถทำให้ลิงค์เข้าไปต่อเพื่อดูในเว็บไซต์ของท่านหรือ ดูราคาได้ มันก็จะช่วยลดปัญหาทางด้านการติดต่อสื่อสารได้ในระดับหนึ่ง ก็จะทำให้การติดต่อซื้อขาย ติดต่อธุรกิจทำได้สะดวกและรวดเร็วขึ้น อีกอย่างก็คือ ต้องเข้าใจกฎระเบียบด้วย ในการทำธุรกิจกับอินเดียคือเขาก็พยายามปรับตัวเอง เพื่อความง่ายของธุรกิจให้มันดีขึ้น ตอนนี้อินเดียเองก็มีการค้าขายทำผ่านระบบออนไลน์เยอะมาก ในลักษณะการนำเข้าสินค้าเอง ภาษีนำเข้าก็ยังสูงอยู่ ผู้ประกอบการก็จะต้องมีความเข้าใจเรื่องโครงสร้างราคาขั้นสุดท้ายที่ท่านจะขายให้กับอินเดีย ก็คือต้องเข้าใจต้องทราบภาษีนำเข้านอกจากนี้ก็จะมี ภาษีอย่างอื่นประกอบอย่างเช่นสรรพสามิต  ภาษี VAT ภาษีมูลค่าเพิ่มสินค้า กรณีนำเข้าต้องใช้ใบอนุญาตอะไรไหม เรื่องมาตรการนำเข้า ขอใบอนุญาตขายสินค้า อย่างเช่นโทรทัศน์สียางล้อรถยนต์ ก็ต้องขออนุญาตล่วงหน้าก่อน

“สำหรับเรื่องการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาสินค้า ในอินเดียมีกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา แต่ความเบาความแรงความเข้มงวดในการบังคับใช้ ก็แล้วแต่ เรื่องละเมิดลิขสิทธิ์มีแน่นอนถ้าแนะนำก็คือว่าถ้าสินค้าของท่านยิ่งมีแบรนด์ และจะมาทำตลาดโดยใช้แบรนด์ของตัวเอง ก็ควรจะจดเครื่องหมายการค้า อาจจะต้องวางแผนล่วงหน้าเพราะว่าขั้นตอนการจด เครื่องหมายหรือลิขสิทธิ์ของสินค้าค่อนข้างจะใช้เวลานานเท่าที่คุยกับผู้ประกอบการหลายรายก็คือต้องใช้ตัวแทนกฎหมายมันต้องเผื่อระยะเวลาก่อนที่สินค้าของท่านจะเข้าตลาดอินเดียถ้าวางแผนที่จะทำแบรนด์เองนะคะ” คุณสายทองกล่าว

ทั้งนี้ หากผู้ส่งออกไทย ต้องการข้อมูลและความรู้เกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญาในอินเดีย กรมทรัพย์สินทางปัญญาก็จะช่วยให้ข้อมูลได้ ว่ากฎระเบียบมีอะไร หรือจะสอบถามมาที่สำนักงานผู้แทนการค้าในประเทศที่ท่านจะเข้าไป เพราะว่าเรามีอาณาเขตดูแลอยู่  ถึงแม้อินเดียจะเป็นลักษณะการปกครองแบบรัฐ แต่ว่ากฎหมายหลักๆ กฎหมายการนำเข้าส่งออก ทรัพย์สินทางปัญญา กฎหมายการจดทะเบียนทางธุรกิจ จะเป็นกฎหมายของรัฐบาลกลาง เพราะฉะนั้นทุกรัฐจะต้องใช้เหมือนกันหมด อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มก็ต้องเหมือนกันทุกรัฐ แต่ว่าส่วนที่จะแตกต่างกันก็จะมีภาษีที่จะเก็บเข้าเป็นรายได้ของรัฐ  แต่ละรัฐเอง ก็มีการแข่งขันกัน เพื่อสร้างรายได้ภายในรัฐ อย่างเช่นนโยบาย ผลการจูงใจในการลงทุน หรือ intensive ต่างๆ รัฐสามารถออกให้เองได้ อย่างเช่นบางรัฐส่งเสริมให้มีการผลิตในอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ รัฐก็จะมีการลดหย่อนภาษีอะไรก็ว่าไป อันนี้เป็นตัวอย่างที่แต่ละรัฐสามารถจูงใจออกกฎระเบียบที่แตกต่างกัน  

คุณสายทอง กล่าวว่า การทำการค้ากับอินเดียนั้น สำหรับไทยมีข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-อินเดียด้วย โดยอินเดียมีข้อตกลงในลักษณะนี้กับหลายประเทศ ถึง 18 ฉบับรวมทั้ง ไทย และประเทศสมาชิกอาเซียนด้วย อันนี้ก็ อยู่ระหว่างเจรจาข้อตกลงข้ออื่นๆเพิ่ม ตอนนี้กำลังคุยอยู่กับ UK แล้วก็คุยกับสหภาพยุโรป อยู่ระหว่างการคุยความเป็นไปได้ กับสหรัฐ แต่ว่าการทำข้อตกลงของอินเดียอย่างที่ทราบ อันนี้เราก็ได้ประสบการณ์การเจรจาการตกลงการค้าเสรีของอินเดียกับทางอาเซียน ก็คือเราใช้เวลาเจรจากันประมาณไม่ต่ำกว่า 5 ปีเพราะอินเดียเขามีความหลากหลายสูงเขากังวลเรื่องการแข่งขันสินค้ากับบริการกับชาวต่างชาติ

สำหรับ FTA ระหว่างไทยและอินเดีย ต้องบอกว่าการค้าไทยอินเดียเราขยายตัวสูงและเราได้เปรียบการจัดการค้ากับอินเดียมาตั้งแต่ที่เราลดภาษี ในแพคเกจ 83 รายการ  เมื่อก่อนสมัย 20 ปีที่แล้ว เราทำการค้ากับอินเดียแล้วติดลบมาตลอด แต่พอมีข้อตกลงการค้าเสรีได้ช่วยให้อัตราภาษีของอินเดียลดลง ทำให้ไทยมีศักยภาพในการแข่งขันที่ดีขึ้นในอินเดีย เพราะฉะนั้นการค้าไทยอินเดีย จะได้อานิสงส์จาก FTA ไทยอินเดีย และได้แต้มต่อสินค้าหลายๆรายการ ผู้แข่งขันในตลาดอย่างเช่นผลไม้ไทย เมื่อก่อนเรา ขาย แทบจะไม่ค่อยได้ ลำไย  มังคุด  ฝรั่ง  ชมพู่อะไรอย่างนี้  แต่เดี๋ยวนี้สินค้าเหล่านี้อย่างเช่นผลไม้ไทยก็เริ่มทำตลาดดีขึ้นในอินเดีย

ทั้งนี้ สินค้าผลไม้ขึ้นอยู่กับเทศกาลอันนี้ก็คือ  ของเข้าใจในวัฒนธรรมของอินเดีย  อย่างเช่นสำนักงานพาณิชย์ในอินเดีย  จะขายของทำโปรโมชั่นก็ต้องดูช่วงเทศกาลด้วย  อย่างเช่นช่วงนี้จะเป็นช่วงเทศกาลงานแต่งงาน  คนอินเดียแต่งงานต้องบอกว่าใช้เงินมหาศาล เพราะว่าฉลองกันทีใช้โรงแรม 5 ดาว  เพราะฉะนั้นการแต่งงานก็จะเป็นช่วงที่ผลไม้ไทยทำตลาดในอินเดียได้เพราะว่าสินค้าไทยหรือผลไม้ไทย  จะขายได้ในกลุ่มผู้บริโภคที่มีระดับค่อนข้างสูง  ราคาสูงเขาเรียกความ Exotic สูง  ถ้าเจ้าภาพเอามาเลี้ยงแขกก็จะฮือฮามาก

“เคยพบผู้นำเข้าผลไม้รายหนึ่งในงานแต่งงาน ร้านของเขานำเข้าผลไม้ มังคุด ลำไย จากไทยสัปดาห์ละ 8 ตู้คอนเทนเนอร์  เอาเข้ามาเขาจัดเป็น Fruit Bar เป็นบาร์ผลไม้ ซึ่งแขกมางานเขาสนใจผลไม้ เพราะ ฉะนั้น สำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศในอินเดียนิวเดลี มุมไบ และเซนใน ก็ตอบรับนโยบาย ของท่านรองนายก และท่านรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ดีในเรื่องของส่งเสริมส่งออกสินค้าเกษตร  เราก็ส่งเสริมการขายตลาดผลไม้ในอินเดีย อย่างเมื่อวาน 3 แห่งก็ร่วมมือแข่งขันทำอาหารไทย เพื่อส่งเสริมตราสัญลักษณ์ Thai Select ที่กระทรวงพาณิชย์ให้การยอมรับ กับร้านอาหารไทยทั่วโลกในอินเดียเรามีร้านอาหารไทย ที่กระทรวงพาณิชย์รับรองตราไทยซีเล็คถึงรสชาติต้นตำรับแบบไทยอาหารเมนูไทยใช้วัสดุไทยเน้นเป็นข้าว เราให้การรับรองมาแล้ว 14 ร้าน นี่จะเป็นแผนที่เราส่งเสริมการขายอาหารไทยเพราะเรามีเป้าหมายนำครัวไทยสู่ครัวโลกแต่ตอนนี้ทางสำนักงานกระทรวงพาณิชย์ก็คือส่งเสริมอาหารไปสู่ครัวอินเดียแล้วไม่ใช่แค่กินในร้านแต่เราพยายามสอนให้เขาทำอาหาร ไทย” คุณสายทองกล่าว

สำหรับผู้ประกอบการสนใจ อยากจะได้ตรารับรอง Thai select โดยเฉพาะถ้าจะไปขายที่อินเดีย ให้ติดต่อกับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ สามารถยื่นเรื่องขอได้ ข้อได้เปรียบของเราคือถ้าอินเดียนำเข้าผลไม้จากไทย เช่น มังคุด หรือลำไย  เขาไม่จำเป็นที่จะต้องเสียภาษีนำเข้า เลยแต่ทีนี้ ให้เป็นข้อมูลสำหรับผู้ปกครองการ แต่ผู้ประกอบการ จำเป็นที่จะต้องขอแบบฟอร์มอะไรบ้าง ที่จะแสดงว่าสินค้านี้มาจากไทย

ถ้านำเข้าผลไม้ไทยจากประเทศไทยผ่านข้อตกลง FTA ที่ไทยมีอยู่ ก็คือต้องขอหนังสือ รับรองยืนยันสินค้าว่าเป็นสินค้า ที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย เขาเรียกใบรับรองความเสี่ยงหรือใบ FTA  ว่าสินค้านี้ปลอดโรคปลอดแมลง ตอนนี้ก็จะเริ่มมีอีกใบหนึ่งที่ทางอินเดียเขาออกระเบียบมาว่าจะต้องมีใบรับรองผลไม้หรือสินค้าเกษตร ไม่ได้เป็นสินค้าที่ตัดแต่งพันธุกรรม อันนี้ก็จะเพิ่มขึ้นมา

สำหรับ สินค้าเด่นๆ ก็จะมีพวกเครื่องใช้ไฟฟ้า โทรทัศน์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก ภาษีน่าจะอยู่ราวๆ 0-5 % เครื่องปรับอากาศ 90 % ของเล่น อินเดียเป็นตลาดของเล่นที่ใหญ่มากเพราะเขามีประชากรวัยเยาว์เยอะ ของเล่นก็เป็นตลาดที่น่าสนใจของเล่นอยู่ที่ประมาณ 5 % นอกจากนั้นเป็นสินค้าอย่างเช่นเส้นใยโพลีเอสเตอร์ซึ่งตอนนี้อินเดียมีความต้องการสินค้าเพราะว่าเขาพยายามลดการนำเข้าสินค้าจากประเทศจีนเลยหันมา sourcingหรือนำเข้าสินค้าจากไทยโดยเฉพาะสินค้าขั้นกลางหลายๆรายการที่เราได้แต้มต่อเช่นเม็ดพลาสติก พวกผลิตภัณฑ์พลาสติกพวกนี้ราคาภาษีก็จะอยู่ที่ไม่เกิน 5%เส้นใยโพลีเอสเตอร์ผ้าทอก็ถือว่าทำให้ประเทศไทยอยู่ในภาพที่อินเดียเขาอยากนำเข้าเพิ่มมากขึ้นเพราะฉะนั้นเราอาจจะใช้โอกาสนี้ให้ทำให้เพิ่มมากขึ้นด้วย

คุณสายทอง กล่าวว่า  ตลาด E-commerce อินเดีย  เป็นอุตสาหกรรมที่ได้รับ อานิสงส์จาก covid มากที่สุดเพราะว่า อินเดีย มีแผนที่จะเป็นเศรษฐกิจดิจิทัล  ก่อนที่จะมีการแพร่ระบาดของโควิด ก็จะไปแบบครึ่งๆ กลางๆ นิดหน่อย แต่พอมีโควิดปังเดียว อุตสาหกรรมดิจิทัลพวกนี้เติบโตขึ้นอย่างมาก อุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซของอินเดียได้ชื่อว่าเป็นอุตสาหกรรมที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก ปัจจัยสำคัญก็คือประชากรเข้าถึงเทคโนโลยีสารสนเทศมากขึ้น เครือข่ายโทรคมนาคมพี่ดีขึ้นอินเทอร์เน็ตราคาถูกและจำนวนผู้ใช้สมาร์ทโฟนเพิ่มขึ้น อย่างต่อเนื่องนอกจากนั้นก็ยังมีอินเดียเองก็ส่งเสริมการลงทุนใน E-commerce จากต่างประเทศด้วยอาจจะให้เข้ามาลงทุนได้ 100เปอร์เซ็นต์ที่ เรียกว่าธุรกิจ E-commerce แบบ Marketplace platform ที่นิยมในอินเดียก็มีหลายมาก ตอนนี้อินเดียเป็นสังคมไร้เงินสดเต็มรูปแบบ ร้านซุปเปอร์มาเก็ตตอนนี้ใช้แต่การ์ด เงินสดพบกับน้อยมาก ช่วงโควิดระบาด มันเปลี่ยนแปลงหลายๆอย่าง  คนสนใจสุขภาพอนามัยมากขึ้น  ก็เป็นผลกับสินค้าไทยในกลุ่มสินค้าสุขภาพ ตอนนี้คนซื้อของทางออนไลน์มากขึ้นเพราะฉะนั้น แบรนด์เรียลลิตี้ ก็จะเริ่มมีความหลากหลาย ไม่ได้มีความภักดีต่อแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่งเป็นหลัก คนอินเดียจะเริ่มสนใจสินค้าที่ให้ความคุ้มค่าเรื่องราคาเป็นปัจจัยอยู่แล้วผู้บริโภคชาวอินเดียราคาสูงเขายอมจ่ายถ้าคุ้มค่า  เพราะฉะนั้น  ผู้ประกอบการไทยต้องรักษาคุณภาพสินค้าให้คงที่และพัฒนาเพิ่มมากขึ้น 
 
คุณสายทอง ทิ้งท้ายสำหรับผู้ประกอบการ ที่อยากส่งออกไปอินเดียว่า หากสนใจตลาดอินเดีย อยากค้าขายด้วย ก็ควรจะต้องมี Mindset มีทัศนคติที่ดี มีคนเห็นภาพอินเดียบอกว่ามันยาก คนเยอะ แต่ต้องมองให้เป็นโอกาส อยู่ที่เรามองอย่างไร  บางคนมาสำรวจตลาดอินเดีย บอกขยะเยอะสกปรก แต่เขามองเห็นโอกาสอันนี้ ไม่ได้เอ่ยชื่อบริษัทนะคะ ตอนนี้กลายเป็นเขามาตั้งตัวแทนผู้นำเข้าเพื่อนำเข้าถังขยะใหญ่ๆ   กลายเป็นว่าจากเมืองที่เห็นว่าสกปรกในทัศนะคติของเขาก็ได้โอกาสเขาก็เลยขายถังขยะใหญ่ๆได้ บางคนมองว่าเมื่อก่อนอินเดียไฟตกเยอะเครื่องใช้ไฟฟ้าเสียหายหมด ก็เลยเข้ามาลงทุนผลิตเครื่องเก็บกระแสไฟฟ้าที่นี่ ของไทยก็มาเปิดอันนี้เป็นตัวอย่างที่ทำให้เห็นโอกาส

อีกอันนึงก็คือเรื่องของความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภค ก็จะบอกว่าอินเดียซื้อขายยาก แต่เขามีความเก่งเพราะเราจะเห็นอยู่แล้วว่าอินเดียมีการค้าขายเจรจาต่อรองธุรกิจยกให้เป็นอันดับ 1 ของโลก อินเดียชอบคนไทย เรามีความตั้งใจมีความสุภาพถ้าเราไม่เข้าใจภาษากายแบบอินเดีย  เช่นการส่ายหัว อินเดียคือไม่ยอมรับ  เราต้องแปลภาษากายเหล่านี้โดยละเอียด ส่ายหัวนี้อยู่ที่ระดับความแรงค่ะ ถ้าส่ายหัวแรงๆ และถี่ๆ เร็วๆ แปลว่าไม่  ถ้าคลอนทรายคลอนขวาแปลว่า OK เข้าใจ  ถ้าเราไม่เข้าใจในการสื่อสารของคนอินเดีย ก็ไม่ต้องกังวล  นอกจากนี้อย่าท้อถอยต้องเรียนรู้สม่ำเสมอในการติดต่อสื่อสารกับผู้ขายอินเดียถ้าเขาสนใจสินค้าเราเขาจะถามร้อยแปด  เหนื่อยที่จะตอบก็ต้องชี้ Continuous

สำหรับสำนักงานผู้แทนการค้าในอินเดีย มีจะมี 3 สำนักงาน อยู่ที่กรุงเดลี  มุมไบ เซนไน  ท่านสามารถเข้าถึงได้โดยเชียลมีเดีย Facebook ผู้ประกอบการที่สนใจส่งออกหรือทำธุรกิจในอินเดีย ขณะนี้ 3 สำนักงานในอินเดียก็คือศูนย์บริการธุรกิจให้คำปรึกษาหรือที่เรียกว่า Business support Center อันนี้ก็จะสนับสนุนให้การช่วยเหลือหรือท่านผู้ประกอบการมีข้อสงสัยใดๆที่อยากรู้ อยากได้ขายอะไรขายยังไงเริ่มต้นยังไงปัญหาอุปสรรคเป็นยังไงต้องการหาผู้นำเข้าเป็นคนอินเดียอันนี้สามารถติดต่อเข้ามาได้เลย  
 

 

 

Most Viewed
more icon