TESTIMONIAL

กระเป๋าใส่จักรยานไทย ดังไกลในต่างแดน

  

“ การได้ทำงานในสิ่งที่รัก ก็เหมือนกับไม่ได้ทำงาน ไม่เหนื่อย ไม่ท้อ ไม่กดดัน และมีความสุขที่ได้ทำงานทุกวัน”  เป็นหลักการในการทำธุรกิจของ คุณวิภพ ล้อมเขต  เจ้าของบริษัท Move cycling product  ผู้ผลิตกระเป๋าใส่จักรยานและอุปกรณ์สำหรับนักเดินทางและนักปั่นจักรยาน

คุณวิภพ สมัครเข้าร่วมอบรมในหลักสูตรผู้ส่งออกหน้าใหม่ (Neo Exporter) ที่จัดโดย ส่วนพัฒนาหลักสูตรความรู้เฉพาะทาง ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการค้า (EXAC) ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) เพราะ เขาต้องการมารีมายด์ความคิดของตัวเอง บางเรื่องที่หลงลืมไปในการทำธุรกิจ บางเรื่องอาจจะรู้จากการปฎิบัติจริง แต่บางอย่างเช่นความรู้ด้านการเงิน การมาเรียนก็จะช่วยทบทวนว่าทำอะไรไปแล้ว อะไรที่ยังไม่ได้ทำ จะต้องทำนั่น ทำนี่เพิ่มเติมให้มันดียิ่งขึ้น

 “ก่อนจะไปลงคอร์สเรียนเรื่องไหน ผมต้องถามตัวเองว่ายังต้องการความรู้ด้านไหนอีก สำหรับหลักสูตร Neo Exporter ด้วยระยะเวลาการอบรมที่เหมาะสม และหลักสูตรหัวข้อดีตรงกับความต้องการของผม ผมจึงเลือกมาที่นี่และรู้ข่าวว่าจะมีการสัมมนาจากโซเชียลมีเดีย” วิภพ กล่าว

สำหรับกิจการของคุณวิภพที่กำลังทำอยู่คือ เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายกระเป๋าใส่จักรยานภายใต้แบรนด์ MOVE   ที่มีการขายในประเทศเป็นหลักและมีการส่งออกทางอ้อมโดยเทรดเดอร์ต่างประเทศมาซื้อไปขายต่อ

 หากดูบุคคลิกภาพและท่าทาของวิภพ หลายคนอาจไม่เชื่อว่าเขาเป็นเจ้าของธุรกิจเอง เพราะเขาเหมือนนักกีฬาและนักท่องโลกมากกว่า

“การพลิกผันของชีวิตผมที่มาเป็นเจ้าของธุรกิจนี้ มันมีที่มาคือ เดิมผมเป็นช่างภาพนิตยสารในเครือมติชน ก็ชอบท่องโลกถ่ายภาพไป  ผมชอบปั่นจักรยานมาก บางทีไปไหนไกลๆก็อยากเอาจักรยานไปด้วยแต่ไม่สะดวกในการขนย้าย ก็เลยคิดว่าถ้าเรามีกระเป๋าใส่จักรยานก็น่าจะดี” วิภพ เล่าที่มาที่ไปของกระเป๋าใส่จักรยานให้ฟัง

เมื่ออยากได้กระเป๋าที่ไม่ธรรมดาก็ต้องหาโรงงานที่จะผลิตตามที่สั่งได้ แรกๆก็ไปคุยกับโรงงานผลิตกระเป๋าทั่วไป แต่เขาไม่สามารถผลิตให้ตามที่เขาต้องการได้ เพราะเย็บออกมาแล้วกระเป๋ายุบตัวเสียทรงและดูท่าว่าไอเดียจะไม่เวิร์ก วันหนึ่งเขาไปเข้าห้องน้ำในห้างสรรพสินค้า บังเอิญไปเตะกระเป๋าเจมส์บอนด์ของคนอื่นที่เขาวางไว้ล้ม ก็เลยหยิบขึ้นมาดูว่ากระเป๋าที่โดนเตะก็ไม่เสียรูปทรงเพราะกระเป๋าเขามีโครงอลูมิเนียมอยู่ข้างใน

“ก่อนจะให้โรงงานเย็บกระเป๋าทำให้ ผมก็ได้ลองวัดขนาดกระเป๋าโดยเห็นว่ากระเป๋าจะต้องใส่เข้าไปในเบาะหลังรถได้ เพื่อให้เราพกพาไปไหนมาไหนได้ ใช้งานได้จริงโดยไม่มีปัญหา ผมก็วัดระยะเบาะหลังของรถยนต์โตโยต้าอัลทิส ซึ่งเป็นขนาดที่เหมาะสมที่สุดในการเคลื่อนย้ายจักรยาน จะใส่รถของตัวเองหรือโดยสารแท็กซี่ไปก็ได้” วิภพ กล่าว

เมื่อได้กระเป๋าต้นแบบแล้ว เขาก็พาจักรยานคู่ใจใส่กระเป๋าพาไปไหนมาไหนทั้งในประเทศและต่างประเทศได้ โดยที่กระเป๋าปกป้องจักรยานของเขาได้เป็นอย่างดี จนมีคนเห็นและสนใจถามหา เขาจึงเริ่มที่จะผลิตกระเป๋าใส่จักรยานจำหน่ายให้กับกลุ่มลูกค้าที่ชื่นชอบกีฬาปั่นจักรยานเหมือนกัน

ตอนที่เริ่มขายกระเป๋า  ผมมีหลักการว่า  1.เราจะขายไม่แพง    2.จะอำนวยความสะดวกให้การแพคจักรยานใส่กระเป๋าให้เสร็จภายใน 3-10 นาที ผู้หญิงจะต้องใช้กระเป๋านี้ได้ 

วิภพ เล่าว่า ตอนผลิตก็ให้ผู้หญิงลองไปแพกของใส่ลงไปให้ดู  ที่เราเน้นให้ผู้หญิงใช้ง่าย เพราะผู้หญิงมีอำนาจในการตัดสินใจซื้อ และถ้าเขาซื้อใช้แล้วดีก็จะแนะนำคนข้างตัวให้ซื้อด้วย ปัจจุบันมีผู้หญิงแนวสปอร์ตที่ปั่นจักรยานเยอะ

“การวางกลยุทธ์สินค้านั้น  ผมเน้นขายออนไลน์ ลูกค้าจะเป็นกลุ่มเฉพาะที่เป็นนักปั่นจักรยาน ซึ่งมีอยู่มากมายทั่วโลก เราเป็นสินค้าแบรนด์ไทย ชีวิตจริงคือลูกค้าจะให้ความเชื่อถือเราน้อยกว่าของที่ผลิตจาก อเมริกา  ยุโรป ญี่ปุ่น  แต่เราจะต้องต่อสู้ด้วยคุณภาพ เราไม่ต่อสู้ด้วยราคา ผมถือว่าสินค้าผมเป็นสินค้าคุณภาพ เราเน้นบริการหลังการขาย ต้องสร้างค่านิยมใหม่ในหมู่ผู้ซื้อ ถ้าขึ้นชื่อว่าสินค้าไทยแล้วจะต้องเป็นสินค้าราคาถูก ซึ่งมันไม่ใช่ ราคาจะต้องขึ้นกับคุณภาพสินค้าซึ่งมีหลายเกรด”  เขากล่าว

วิภพ  บอกว่า  ที่มาที่ไปของชื่อผลิตภัณฑ์ “Move”  นั้น ต้องย้อนไปเมื่อ 3 ปีที่แล้ว คนไทยไม่กล้าพกพาจักรยานขึ้นเครื่องบิน แต่พอมีกระเป๋าแล้ว จักรยานของคุณก็สามารถ Move ไปไหนต่อไหนได้  ดังนั้นชื่อนี้จึงเหมาะกับชื่อสินค้าของเขามากที่สุด

 “เวลาขาย ผมเปรียบเทียบให้ลูกค้าฟังว่า  คุณใช้จักรยานคันละเป็นแสน เสื้อผ้าและอุปกรณ์ปั่นจักยานราคาเป็นหมื่น คุณจะซื้อกระเป๋าราคาหลักหมื่นเพื่อใช้ปกป้องจักรยานของคุณไม่ได้หรือ ผมเน้นคุณภาพที่ฟังชั่นการใช้งาน ผมจะใช้ของที่ดีที่สุดในการผลิตอย่างซิบก็ต้อง YKK ซึ่งเป็นซิปมาตรฐานสูงสำหรับสินค้าพรีเมี่ยม ไม่ใช่ของถูกคุณภาพต่ำที่เขาใช้กัน ใช้ไม่กี่ครั้งก็ซิบแตก เมื่อกระเป๋าถูกโยนก็จะต้องปกป้องไม่ให้จักรยานข้างในเสียหายด้วย” วิภพกล่าว

 สำหรับการส่งออกนั้น วิภพถือว่าเป็นการส่งออกทางอ้อม เพราะไม่ได้ส่งออกเองโดยตรง แต่ผ่านทางผู้นำเข้าต่างประเทศที่มีหน้าร้าน เมื่อเจอสินค้าในออนไลน์ แล้วก็สั่งซื้อไปวางขายในร้านของเขา ตอนนี้มีวางขายในร้านขายจักรยานในฮ่องกง มาเลเซีย สิงคโปร์ สหรัฐอเมริกา 

 “ปกติจะขายได้ปีละ 300-400 ใบ แต่ยอดขายตกไปเยอะมากตั้งแต่ปีที่แล้วและในปีนี้แอสเซสเซอรี่มันขายดีกว่า ทั้งเสื้อ กระเป๋าสะพาย และเป้ ”

 วิภพไม่ได้ตั้งความหวังและฝันว่าจะเป็นผู้ส่งออกแบบธุรกิจเจ๋งต้องมียอดขายหลายร้อยล้านบาท แต่เขาแค่อยากไปปั่นจักรยานต่างประเทศเพราะเป็นคนออกกำลังกาย ไปเอนจอยกับคนที่ชอบแบบเดียวกัน โดยมีธุรกิจตามเราไปด้วย ใครเห็นกระเป๋า MOVE  หรือ อุปกรณ์ต่างๆ แล้วชอบ ก็จะให้ข้อมูลว่ามันมาจากไหน  ไม่เคยบอกใครว่าตัวเองเป็นเจ้าของธุรกิจนี้ แต่ถ้าชอบอยากได้ ก็ติดต่อมาจะหาให้

“ผมเคยเกิดคำถามกับตัวเองว่า  ถ้าหากผมจะต้องเป็นเจ้าของกิจการแล้วก็ตั้งหน้าตั้งตาขาย มีโรงงานใหญ่มีอาณาจักร เป็นแบรนด์เอสเซสเซอรี่ก็ฬาอันดับต้นๆของประเทศ ต่างชาติรู้จัก ผมทำธุรกิจ 5 ปีต้องมีต่างชาติรู้จัก แต่ความเป็นจริงที่พบนั้นไม่เหมือนกับที่คิด เดือนนี้คุณขายได้เท่ากับคุณมีศักยภาพแค่นั้น”

แม้จะคิดแบบอินดี้ไปสักหน่อย แต่วิภพก็มีแผนงานของเขาที่จะขยายตลาด ที่คิดไว้คือจะจ้างอินฟูเอนเซอร์เขียนถึงสินค้าของ MOVE ตอนนี้ได้ติดต่อกับ  Jujstin Williams แชมป์ปั่นจักรยานชาวสหรัฐ  จะส่งสินค้าไปให้เขาทดลองใช้ทุกแบบ และเอาโลโก้ Move ไปติดเสื้อที่เขาสวม คงจะใช้เงินราว 1.2  ล้านบาท

“ที่ผมคุยกับเขาไว้คุยกันแบบเพื่อน แบบคนรักกีฬา คงจะไปอยู่ในรูปของการซัพพอร์ตโพรดักส์ ถ้าเขาใช้แล้วชอบก็อยากให้เขาบอกต่อคนอื่นให้มาใช้ด้วยกัน  ในอนาคตถ้าเขาสามารถเปิดตลาดอเมริกาได้ ผมจะนึกถึงเขาเสมอ” วิภพกล่าว

 นอกจากนี้ก็จะปรับปรุงสินค้า  จากเดิมที่กระเป๋าและแอสแซสเซอรี่ทั้งหมดเป็นสีดำ ก็จะผลิตสีใหม่ๆออกมามากขึ้น

 “พอบอกว่าสินค้าเป็นแบรนด์ไทย ก็จะขายยากกว่าแบรนด์ต่างประเทศ อันนี้ต้องยอมรับว่ามันเป็นเรื่องของภาพลักษณ์ เราต้องแก้ด้วยการทำให้คนเชื่อถือใน Move ถ้าเขาเชื่อถือในคุณภาพสินค้าแล้วเขาจะซื้อใช้ คนที่จะซื้อกระเป๋าใส่จักรยานราคาเป็นหมื่นจะต้องเป็นคนมีเงิน คนกลุ่มนี้เขาไม่ได้ต้องการของฟรี เขาต้องการของมีคุณภาพ ถ้าเขาต้องการเพื่อนปั่นจักรยานผมไปกับเขาได้ ”

 ถามว่าเป็นผู้ส่งออกยากไหม  ยอมรับว่ายากตั้งแต่เริ่มทำ แต่ยากก็ต้องทำถ้าเราเลือกเดินทางนี้ต้องไปให้สุดเวลาท้อถอยก็ให้กำลังใจตัวเอง

 ส่วนเรื่องที่กลัวจะถูกก๊อปปี้สินค้าไหม เขาบอกว่า เรื่องนี้ห้ามกันไม่ได้ เขาก๊อบปี้ได้แต่หน้าตาสินค้า และเรื่องคุณภาพก๊อปปี้ไม่ได้ เหมือนรองเท้ากีฬาหรือกระเป๋าแบรนด์เนม ที่ถูกคนปลอมเยอะแยะ แต่ในที่สุดแล้ว เมื่อคนมีเงินมากขึ้นไม่มีใครอยากใส่ของปลอม เพราะคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐานมาก

 

 

 

 

Related
more icon
  • Minisize Me สิ่งทอรักษ์โลก

    จากอดีตนักร้องคู่ดูโอชื่อดัง “โน้ต-ตูน” สุภัชชา ปิตินันท์ สาวสวยดีกรีปริญญาโทวิศวะ ได้ผันตัวมาเป็น Working Mom หลังจากที่แต่งงานและมีลูก ทำธุรกิจหลายอย่าง ซึ่งหนึ่งในนั้นคือเสื้อผ้าแบรนด์ Minisize Me ...

    calendar icon19.03.2020
  • ลิปมันออร์แกนิก Lovella Organics

    “ใครที่อยากส่งออก ต้องเริ่มต้นทำธุรกิจอย่างถูกต้อง ตามกฎระเบียบ” ลักษณ์วดี พิพัฒนศิริกุล เจ้าของธุรกิจส่งออกลิปมันออร์แกนิก Lovella Organics บริษัท โลเวลล่าเวิลด์ จำกัด ธุรกิจเปลี่ยนโลกในยุคนี้ ส่วนให...

    calendar icon03.03.2020
Most Viewed
more icon
  • 'พันธมิตร' เคล็ดลับความสำเร็จสไตล์ Snow girl

    “การทำธุรกิจให้รวยคนเดียวมันหมดสมัยแล้ว ต้องไปด้วยกันเป็นกลุ่ม มีพาร์ทเนอร์ ช่วยให้เราเห็นมุมมองกว้างขึ้นและรู้เทรนด์โลก” ดร.ธนธรรศ สนธีระ หรือคุณโอเล่ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยาม เนเชอรัล โปรดักซ์ จำกัด ...

    calendar icon18.04.2020
  • เขียน Product of Thailand บนผลิตภัณฑ์ เคล็ดลับส่งออกของ Thai Younger Farm

    กอล์ฟ - ณัฐกิตติ์ จิตต์ปราณีชัย กรรมการผู้จัดการบริษัท Thai Younger Farm ในแต่ละปี มีนักเรียนไทยไปศึกษาต่อที่สาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นจำนวนไม่น้อย แต่มีไม่กี่คนที่สามารถจะต่อยอดแสวงหาโอกาสทางธุรกิจจนกลายเป็นผู้ส่งออกได...

    calendar icon28.08.2020
  • อยากส่งออกต้อง ‘ไม่หยุดเรียนรู้’

    มหพันธ์ ศุภศรีผู้จัดการทั่วไป บริษัท ภัทรภร โฮมเมด จำกัด การจะเป็นผู้ส่งออกในยุคนี้ ต้องนับว่าง่ายกว่าการเป็นผู้ส่งออกในยุคบุกเบิกมาก เพราะมีแหล่งข้อมูลให้ค้นคว้า มีตัวช่วยให้ธุรกิจเดินหน้าต่อไปได้ ท...

    calendar icon05.06.2020